คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

หมายเหตุ:

(1) คำนวณจากมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท/หุ้น

คำอธิบายเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและฐานะการเงิน

ผลการดำเนินงาน

รายได้รวมของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในปี 2557 – 2559 เท่ากับ 408.26 ล้านบาท 418.56 ล้านบาท และ 446.52 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.52 ในปี 2558 และร้อยละ 6.68 ในปี 2559 ซึ่งรายได้หลัก คือ รายได้จากการบริการ ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของรายได้รวมในปี 2558 มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการในสาขาภูเก็ต เดนทัล ซิกเนเจอร์ เนื่องจากสาขาดังกล่าวได้เปิดดำเนินการเต็มปีเป็นปีแรก ประกอบกับบริษัทฯ ได้ขยายสาขาเพิ่มอีกจำนวน 3 สาขา คือ สาขาภูเก็ต สไมล์ ซิกเนเจอร์ สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต และสาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ส่วนการเพิ่มขึ้นของรายได้รวมในปี 2559 มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการในสาขาภูเก็ต สไมล์ ซิกเนเจอร์ สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต และสาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เนื่องจากสาขาดังกล่าวได้เปิดดำเนินการเต็มปีเป็นปีแรก ประกอบกับในปีดังกล่าวบริษัทฯ ได้ขยายสาขาเพิ่มอีก 1 สาขา คือ สาขาเซ็นทรัลพลาซ่าปิ่นเกล้า

ต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในปี 2557 – 2559 เท่ากับ 269.64 ล้านบาท 277.70 ล้านบาท และ 278.48 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราส่วนเทียบกับรายได้จากการขายและบริการ ได้เท่ากับ ร้อยละ 66.94 ร้อยละ 66.97 และร้อยละ 63.10 ตามลำดับ ซึ่งต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการหลัก คือ ค่าตอบแทนทันตแพทย์ โดยอัตราส่วนต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการเทียบกับรายได้จากการขายและบริการในปี 2558 อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2557 ทั้งนี้ อัตราส่วนต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการเทียบกับรายได้จากการขายและบริการของปี 2559 ลดลงจากปีก่อนหน้า มีสาเหตุมาจากบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีความรัดกุมมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและวัสดุใช้ไปด้วยการลดจำนวนสินค้าเสื่อมสภาพเนื่องจากใช้ไม่หมด การเจรจาต่อรองกับบริษัทคู่ค้า

เป็นต้น อีกทั้ง ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการตัดค่าเสื่อมราคาโดยยืดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ประเภทเครื่องมือและอุปกรณ์ทันตกรรม และส่วนปรับปรุงอาคารเพื่อให้สะท้อนอายุการใช้งานจริง

ทั้งนี้ DAT ได้เริ่มดำเนินการในปี 2558 เป็นต้นมา โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสัดส่วนการใช้บริการงานแล็บทันตกรรมของ DAT เทียบกับการใช้บริการงานแล็บทันตกรรมทั้งหมดในปี 2558 และในปี 2559 เท่ากับร้อยละ 3.44 และร้อยละ 8.36 ตามลำดับ ทั้งนี้ DAT คิดค่าบริการงานแล็บระหว่างกลุ่มบริษัท เท่ากับบุคคลภายนอก อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากงบการเงินรวมจะมีอัตราส่วนต้นทุนค่าแล็บทันตกรรมในสัดส่วนที่ลดลง

ค่าใช้จ่ายในการขายของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในปี 2557 – 2559 เท่ากับ 22.93 ล้านบาท 30.35 ล้านบาท และ 26.28 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราส่วนเทียบกับรายได้จากการขายและบริการ ได้เท่ากับ ร้อยละ 5.69 ร้อยละ 7.32 และร้อยละ 5.96 ตามลำดับ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการขายหลัก คือ เงินเดือนพนักงานตำแหน่ง Customer service ทั้งนี้ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายเทียบกับรายได้จากการขายและบริการในปี 2558 เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2557 เนื่องจากในระหว่างปีดังกล่าวโดยรวมแล้วมีจำนวนพนักงานมากขึ้น ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาผ่านการตลาดออนไลน์ที่มากขึ้น โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายเทียบกับรายได้จากการขายและบริการในปี 2559 ลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากในระหว่างปีบริษัทฯ และบริษัทย่อยไม่ได้มีจำนวนพนักงาน Customer service ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการมีค่าใช้จ่ายโฆษณาที่ลดลง ในขณะที่มีรายได้จากการขายและให้บริการเพิ่มสูงขึ้นจากสาเหตุที่ได้กล่าวไปข้างต้น

ค่าใช้จ่ายในการบริหารของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในปี 2557 – 2559 เท่ากับ 76.59 ล้านบาท 88.23 ล้านบาท และ 83.82 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราส่วนเทียบกับรายได้จากการขายและบริการ ได้เท่ากับ ร้อยละ 19.01 ร้อยละ 21.28 และร้อยละ 18.99 ตามลำดับ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการบริหารหลัก คือ เงินเดือนพนักงาน ทั้งนี้ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารเทียบกับรายได้จากการขายและบริการในปี 2558 เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2557 เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนพนักงานทั้งระดับปฏิบัติการและผู้บริหารระดับสูงเพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงมีการปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงาน ประกอบกับสิทธิการเช่าตัดบัญชีที่เพิ่มสูงขึ้นจากการที่ BIDC ได้ลงทุนซื้อสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างสินทรัพย์เพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลัก
ทรัพย์ฯ โดยสิทธิการเช่าดังกล่าวมีการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ให้เช่า สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารเทียบกับรายได้จากการขายและบริการของปี 2559 ลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากในปีดังกล่าวบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีจำนวนพนักงานที่ลดลง ในขณะที่มีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ กำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายทางการเงิน ค่าใช้จ่ายทางภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 2559 ของสาขาส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทมีมูลค่าเป็นบวก ยกเว้นสาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ และสาขาเซ็นทรัลพลาซ่าปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นสาขาที่เริ่มเปิดดำเนินการมาได้ไม่นานจึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างฐานลูกค้าในบริเวณดังกล่าว

กำไรสุทธิของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในปี 2557 – 2559 เท่ากับ 25.59 ล้านบาท 12.31 ล้านบาท และ 42.52 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิ ได้เท่ากับ ร้อยละ 6.27 ร้อยละ 2.94 และร้อยละ 9.52 ตามลำดับ ทั้งนี้ อัตรากำไรสุทธิในปี 2558 ลดลงเมื่อเทียบจากปี 2557 เนื่องจากในปีดังกล่าวมีการเพิ่ม

จำนวนพนักงานรวมถึงมีการปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงาน มีการทำโฆษณาผ่านการตลาดออนไลน์ที่มากขึ้น ประกอบกับสิทธิการเช่าตัดบัญชีที่เพิ่มสูงขึ้น ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้นเป็นหลัก สำหรับอัตราส่วนกำไรสุทธิของปี 2559 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า มีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการ เนื่องจากบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีความรัดกุมมากขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการตัดค่าเสื่อมราคาเพื่อให้สะท้อนอายุการใช้งานจริง ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น

ฐานะการเงิน

สินทรัพย์หลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประกอบด้วย ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และสิทธิการเช่าและค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า โดย ณ สิ้นปี 2557 – 2559 มีสินทรัพย์รวม เท่ากับ 207.02 ล้านบาท 231.31 ล้านบาท และ 218.37 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2558 มีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เท่ากับ 24.29 ล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เนื่องจากมีการขยายสาขาเพิ่มเติมจำนวน 3 สาขา คือ สาขาภูเก็ต สไมล์ ซิกเนเจอร์ สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต และสาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ สำหรับปี 2559 มีสินทรัพย์รวมลดลงจาก ณ สิ้นปี 2558 เท่ากับ 12.95 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และสิทธิการเช่าและค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า เนื่องมาจากการตัดค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
หนี้สินหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประกอบด้วย เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน โดย ณ สิ้นปี 2557 – 2559 มีหนี้สินรวม เท่ากับ 169.75 ล้านบาท 148.74 ล้านบาท และ 112.04 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2558 มีหนี้สินรวมลดลงจากปีก่อนหน้า เท่ากับ 21.00 ล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากการชำระเจ้าหนี้ค่าหุ้นซึ่งเกิดขึ้นในปี 2557 และการชำระคืนเงินกู้กับสถาบันการเงิน สำหรับ สิ้นปี 2559 มีหนี้สินรวมลดลงจาก ณ สิ้นปี 2558 เท่ากับ 36.70 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการชำระคืนเงินกู้กับสถาบันการเงิน
ณ สิ้นปี 2557 – 2559 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีส่วนของผู้ถือหุ้น เท่ากับ 37.28 ล้านบาท 82.57 ล้านบาท และ 106.33 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2558 มีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เท่ากับ 45.29 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีหุ้นเพิ่มทุนชำระแล้ว จำนวน 40.20 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 12.31 ล้านบาท อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแก่ผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนเงิน 5.02 ล้านบาท ประกอบกับการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัท ส่งผลให้ส่วนต่างจากการรวมธุรกิจภายใต้การควบคุมเดียวกันและส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม ลดลงทั้งสิ้น 2.19 ล้านบาท สำหรับ ณ สิ้นปี 2559 มีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2558 เท่ากับ 23.76 ล้านบาท เนื่องจากในงวดดังกล่าวบริษัทฯ มีหุ้นเพิ่มทุนชำระแล้ว จำนวน 24.80 ล้านบาท ประกอบกับมีผลกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 42.52 ล้านบาท อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนเงิน 43.56 ล้านบาท